[ThorXLoki] Wars ep.1

posted on 09 Dec 2012 22:18 by aira-kun in AU directory Fiction
Pairing : Thor X Loki
 
หลังจากเทเซอร์แรคพาพวกเขากลับมาที่แอสการ์ด พระบิดามีรับสั่งให้ทั้งสองเข้าเฝ้าโดยด่วนแน่นอนว่าจะพ้นเรื่องอื่นไปมิได้นอกเสียจากน้องคนเล็กที่ไปก่อเรื่องไว้ถึงดินแดนมิดการ์ด
 
 
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาไม่รอดแน่ เพราะการก่อกบฏต่อราชอาณาจักร..................มีโทษทัณฑ์ถึงตาย
 
 
รอยยิ้มผุดขึ้นมาบางเบาจากใบหน้าซีดตอบ... คล้ายยิ้มเยาะให้กับความน่าสมเพชของตัวเองแต่ไม่มีใครสามารถมองเห็นด้วยเพราะเครื่องพันธนาการยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่
 
 
เขาชำเลืองมองร่างสูงใหญ่ข้างกาย... คนๆนี้ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน หรืออากัปกริยาเช่นไรก็ดูสว่างไสวดูยิ่งใหญ่ น่าเกรงขามอยู่เสมอ ช่างต่างกับตัวเขาเสียเหลือเกิน
 
 
 
"...พอไปถึงท้องพระโรงแล้วข้าจะช่วยพูดกับท่านพ่อให้เอง" สีหน้าจริงจังและน้ำเสียงเคร่งเครียดเอ่ยขึ้นมือใหญ่ยังคงประคองโอบเอวน้องชายไว้ตลอดทาง
 
 
 
ดวงเนตรสีเขียวมรกตจ้องมองประสานกับเนตรสีฟ้าครามอย่างไม่เข้าใจพลางส่ายหัวเบาๆ
อย่าทำแบบนี้... มันยิ่งทำให้ข้าดูน่าสมเพชยิ่งเข้าไปอีก
 
 
 
ปล่อยให้ข้าไปไปในที่มืดมิด...........................ไปในที่ที่เจ้าและข้าจะไม่มีวันมาเจอกันได้อีก

 
 
 
".....ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าหายไปไหนทั้งนั้น โลกิ" เทพเจ้าสายฟ้ากล่าวอย่างมาดมั่นนั่นยิ่งทำให้อีกคนรู้สึกสับสน และลึกๆก็ยังริษยากับคนๆนี้เข้าไปอีก


เขาที่เป็นด้านมืด ทั้งริษยา ขี้อิจฉา เย็นชา เห็นแก่ตัว มีแต่ความแค้นอัดแน่นสุมอยู่เต็มอกและไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ไม่เคยดีสักอย่าง เขามันก็แค่คนไร้ตัวตนเสมือนล่องหนอยู่ในอากาศไม่มีใครเลยที่ได้ยินเสียงของเขา.... แม้จะร่ำร้องแทบขาดใจก็ตาม

 
..............................ธอร์................ข้าเกลียดท่านเหลือเกิ

 
 
โลกิหลุบสายตาลงและไม่คิดจะมองอีกฝ่ายอีกต่อไป รู้สึกตัวอีกทีร่างเขาก็อยู่ตรงกลางห้องท้องพระโรงใหญ่ซะแล้ว เบื้องหน้าเป็นบัลลังก์ยิ่งใหญ่โอ่โถงร่างท้วมใหญ่ประทับอยู่บนนั้นสีทองเรืองรองทำให้ที่แห่งนั้นดูน่าเกรงขามและก้วยรัศมีอำนาจของบิดาแห่งทุกสรรพสิ่งทำให้ขาทั้งสองคุกเข่าลงอย่างยอมจำนน

 
เครื่องพันธนาการถูกบริการปลดออกไป... อิสระกลับคืนสู่โลกิอีกครั้ง

 
"....ท่านพ่อเรื่องนี้ข้า..." ธอร์เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อนเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้น้องชายของเขา

 
 
"เงียบ!" เสียงดุจเสือคำรามดังลั่นจำให้ธอร์ต้องหยุดลง

 
 
"โลกิ" เสียงทรงอำนาจเอ่ยชื่อของตนออกมาดังก้องกังวาลไปทั่วท้องพระโรง ทำร่างเล็กสั่นเล็กน้อยก่อนจะขานรับ

 
 
"พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"

 
 
"ในการกระทำของเจ้าคราวก่อนข้าตัดสินให้เจ้าเป็นผู้ก่อการกบฏ ซึ่งข้าเห็นแก่พระมารดาของเจ้าจึงลดโทษให้เจ้าเหลือเพียงกักขังอิสระภาพ แต่ครานี้เจ้ากลับกระทำเช่นเดิม ข้าควรทำกับเจ้าเช่นไรดี หืม?"
 
 
 
 
"ข้ายอมรับโทษจากท่านทุกประการ ถึงยังไงข้าก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆของท่านอยู่แล้วนี่" เขาพูดตามที่คิดและตามความจริงที่มันควรจะเป็น แม้นั่นมันจะตอกย้ำความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายก็ตาม

 
 
 
 
"....โ..ล.กิ" เสียงพึมพำกลั้นเสียงสะอื้นของพระนางฟริกก้าดังออกมาเบาๆ

 
 
 
"หากข้ารับเจ้าเป็นโอรสแห่งข้าแล้วแล้ว...นั่นย่อมหมายความว่าเจ้าเป็นโอรสข้า เป็นชาวแอสการ์ดไม่มีเปลี่ยนแปลง..."

 
 
 
 
"แล้วทำไมถึงไม่มีคนยอมรับข้าล่ะ?! ท่านพ่อ!! ทำไม! ท่านมองไม่เห็นเหรอ?! สายตาพวกนั้นน่ะ!"
โลกิสุดจะกลั้นกับสิ่งที่อยู่ภายในเขาระเบิดเสียงออกมาพร้อมชี้กราดไปทั่วทุกคนที่มารับฟังคำพิพากษา

 
 
 
 
คำพูดเหล่านั้นกระทบทุกคนที่อยู่ที่นั่น พระนางฟริกก้ากลั้นสะอื้นไม่ไหวจึงต้องยกมือปิดปากกรรแสงออกมาเบาๆ นางอยากเข้าไปกอดโอรสของนางเหลือเกิน ไหล่เล็กๆนั่นสั่นไหวระริกดังเช่นนาง นางเลี้ยงทั้งสองมาตั้งแต่ยังเล็กๆนางรู้จักพวกเขาดีกว่าตัวของเขาเองเสียอีก

 
 
 
 
"ไม่ใช่นะโลกิ!...เจ้ายังเป็นน้องข้านะ!" ธอร์มองน้องชายพลางจับคนที่กำลังจะอาละวาด


 
 
 
 
ข้ารู้ว่าข้าเป็นใคร เป็นสิ่งใด.... ใยพวกท่านจึงมองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของข้าน่ะ....
ตัวตนที่เลวร้ายตราตรึงอยู่ในทุกขณะจิตของคนทั้งแผ่นดินแอสการ์


 
ในขณะที่บรรยากาศกลับดิ่งลงสู่ความเลวร้ายลงเรื่อยๆ พระราชาโอดินทรงใช้ความคิดอย่างหนักเขารู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึงแต่ไม่คิดมันจะทำร้ายโลกิขนาดนี้ ท่าทางสายตาของเขาจะฟ้าฟางลงมากจึงมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้

 
 
บางทีก็ลืมคิดถึงความรู้สึกของโลกิเพียงเพราะคิดว่าเขาเป็นชาวแอสการ์ดเหมือนกับทุกคน ลืมไปว่าตัวตนจริงของโลกิเป็นใคร และไม่ได้สนใจในสิ่งนั้นสักเท่าไหร่

 
 
 
ตอนนี้เพิ่งจะเข้าใจ...และกำลังใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะอธิบายยังไงให้เจ้าเด็กดื้อคนนี้ยอมสงบลงเพื่อรับฟังคนอื่นบ้างเสียที

 
 
 
หากแต่ไม่ไวเท่าความคิดของอีกคน ร่างเล็กตรงไปที่โถแจกันประดับพลักให้แตกกระจายลงกับพื้นพร้อมหยิบเศษที่ใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นปาดเข้าคอตัวเองอย่างรวดเร็ว


 
 
 
 
"ไม่นะ.. โลกิกก!" เสียงตะโกนเรียกชื่ออนุชาคนเล็กดังก้องไปทั่ว
 
 
 
 
 
"โลกิกกกก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด" พระนางฟริกก้ากรีดร้องดั่งคนไม่มีสติ
คนเป็นพ่อเป็นแม่แทบใจสลายพระนางวิ่งหอบมาถึงตัวพร้อมกับธอร์ตามมาด้วยกษัตริย์โอดิน

 
 
 
เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจบลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผู้เป็นพี่ที่อยู่ข้างๆกันแท้ๆยังลุกขึ้นจับตัวอีกคนไม่ทัน ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความโกลาหล หมอหลวงถึงเรียกซ้ำไปมาดังลั่น 

 
 
 
 
 
"โลกิ! โลกิ!! โลกิน้องข้า เจ้าได้ยินข้ามั้ย?!!" ใบหน้าของผู้เป็นพี่เหยเกจะขาดใจเมื่อเห็นร่างไม่ไหวติงของน้องชายธอร์อุ้มร่างไม่ได้สติของน้องชายไปหาหมอหลวงที่วิ่งมาช้าตามวัยคนชราแทน เลือดสีชาดเปรอะประและยังคงไหลซึมผ่านผ้าพันคอที่พระมารดาช่วยพันห้ามเลือดเอาไว้

 
 
 
 
 
ริมฝีปากบางผงาบๆหาอากาศ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่า... ความตายช่างน่ากลัวเหลือเกิน
มันช่างหนาวเหน็บและดำมืด จนมองไม่เห็นสิ่งใดเลย
......................ข้าจะตายรึเปล่านะ?
 
 
 


--------------------------------------------------
 
 
 
 
 


"เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ?" น้ำเสียงขอผู้เป็นพี่ถามอย่างร้อนรน และมีสายตาของพระนางฟริกก้ามองเป็นเชิงถามตามด้วยอีกคน ฝ่ามือนุ่มลูบผมของลูกชายคนเล็กแผ่วเบาอย่างห่วงหาเป็นที่สุด

 
 
 
.....โลกิ....ลูกไม่เข้าใจคนเป็นแม่หรอก ต่อให้เจ้าไม่ใช่เชื้อสายของเรา
แต่แม่เลี้ยงเจ้ามา เจ้าเติบโตขึ้นในสายตาแม่เสมอ
แม่จักปฏิเสธความจริงนี้ไปได้อย่างไรว่าแม่รักลูกขนาดไหน
.....เพราะฉะนั้นฟื้นเถอะนะลูกรัก

 
 
 
"กระเบื้องตัดเฉียดหลอดลมไปเพียงนิดเดียว จนเสียเลือดมากจึงทำให้ทรงเกิดอาการช็อคแต่ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงพะย่ะค่ะ อีก4-5วันพระองค์จึงจะทรงฟื้นขึ้นมา... อาการบาดเจ็บอื่นๆตามตัวที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ หากใช้ยาหลวงรักษาบ่อยๆก็จักหายไปสิ้นเองพะย่ะค่ะ"
 
หมอหลวงรายงานออกมาทีละส่วนให้ทั้งสองได้ทรงสบายพระทัย
 
 
 
 
 
"ขอบใจท่านหมอมากนะ" ธอร์พูด
 
 
 
 
"พะย่ะค่ะ... อีกเดี๊ยวกระหม่อมจะไปเคี่ยวยาแล้วจะกลับมาดูพระอาการอีกที กระหม่อมทูลลา" ทั้งสองพยักหน้าให้หมอก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าขาวซีดที่ดูจะซีดและซูบตอบลงกว่าเดิม
 
 
 
 
 
 
"ท่านแม่ทรงไปพักผ่อนก่อนเถิดพะย่ะค่ะ เดี๊ยวทางนี้ลูกจะดูแลน้องเอง"
 
 
 
 
 
"แม่เริ่มไม่อยากอยู่ห่างจากเขาแล้วสิธอร์ แม่กลัวเหลือเกิน เรื่องวันนี้เกือบทำแม่ใจสลายไปแล้วนะ... ดูเขาสิยังเยาว์อยู่เลยหากรีบด่วนสิ้นใจก่อนแม่ชราจะทำเช่นไร ฮึก" นางกรรแสงออกมาอีกครั้ง มองดูโอรสที่ยังคงนอนนิ่งหายใจรวยริน ธอร์กอดนางไว้ก่อนจะจูบข้างขมับเป็นเชิงปลอบ
 
 
 
 
"ลูกเองก็กลัว... ท่านแม่" เขามองดูน้องชายผู้เป็นที่รักอีกครั้ง ปลายนิ้วไล้สัมผัสเข้ากับมือเล็กๆของอีกฝ่ายที่ค่อนข้างเย็นแต่ก็ยังอุ่นอยู่ เขากำแน่นอยากจะกอบกุมไว้แบบนี้ไม่ให้หลุดหนีไปไหน

 
 
หากเจ้ามองดีๆ ยังมีคนทีเห็นตัวตนของเจ้ายังคงยอมรับในสิ่งที่เจ้าเป็น
และพร้อมอภัยในสิ่งที่เจ้าทำ ความแค้นนั้นเจ้าจักปล่อยวางลงมิได้เชียวหรือ? 
 
 
 
 
 
หากโลกนี้ชิงชังเจ้า แต่ได้โปรดเชื่อใจข้าคนนี้...
ข้ารักเจ้าเสมอแม้ข้าจะรับรู้ได้ว่าเจ้าแสนจะเกลียดข้าเหลือเกิน 
เจ้าเองก็เป็นดั่งดวงใจของข้านะโลกิ
 
 

-------------------------------------
 
 

5วันผ่านไป แสงของวันใหม่เริ่มเคลื่อนแทนรัตติกาล หมู่ดาราเริ่มดับแสงปล่อยให้อาทิตย์อัศดงเริ่มหน้าที่ เสียงปักษานานาชนิดร้องอยู่ไม่ไกล กระไอแดดบางๆไล้เข้ากับแก้มขาวจากที่ซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
 
 
 
 
ลูกตาสีมรกตลืมขึ้นช้าๆ ค่อยๆปรับรับแสงจ้าที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา เพดานห้อง เครื่องเรือนพวกนี้ ห้องของเขาเองสินะ
 
 
 
 
"...อื่..อ" เสียงที่พยายามเปล่งออกมาช่างแหบแห้ง เบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน ความเมื่อยขบที่ทรมาณจากการหลับไปนาน ฝ่ามือที่ยันกายลุกขึ้นสัมผัสเข้าอะไรบางอย่างจนต้องหันไปมอง 
 
 
 
 
 
เกศาสีทอง...นี่มัน
 
 
 
 
 
"ตื่นแล้วหรือน้องข้า?" เสียงงัวเงียดังขึ้นเมื่อเริ่มรู้สึกถึงอีกคน
 
 
 
 
 
"เ..จ้า มาทำอะไรที่นี่?" โลกิขมวดคิ้วมุ่น
 
 
 
"ข้ามาเฝ้าเด็กดื้อน่ะสิ... เจ้าหลับไปตั้ง5วัน นานจนข้าอดห่วงไม่ได้จนไม่เป็นอันทำอะไรเลยรู้มั้ย?" 
 
 
 
"นั่น เพราะเจ้าอู้ตังหาก" โลกิขมวดคิ้วพลางสบถใส่แต่กลับเรียกรอยยิ้มจากคนพี่ได้แทน
 
 
 
 
"เจ้าหิวน้ำหรือไม่ ข้าจะไปเอามาให้เจ้าเอง" ธอร์กระตือรือร้นแทบจะทันที
 
 
 
 
"ข้าจะไปเอาเอง" ร่างบางลุกลงเดินจากเตียงคนพี่ที่คร้านจะห้ามมองร่างนั้นเดินทุลักทุเลไปหยิบเหยือกน้ำเทใส่แก้วเองยังไม่ถึงครึ่งมือก็พลางอ่อนแรงจนทำเหยือกจากมือดีที่ธอร์คอยอยู่ใกล้ๆจึงรับไว้ได้ทัน
 
 
 
 
"ทำไมถึงดื้อกับข้าทุกทีเลยนะ... เจ้าน่ะ"
 
 
 
"ข้าไม่ได้ดื้อ... ข้าเกลียดเจ้าตังหาก" 
 
 
 
"งั้นหรือ.... แต่ข้ารักเจ้ามากนะ" แม้จะเจ็บปวดกับคำพูดของอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ก็ต้องบอกสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกมากลบเกลื่อนคำๆนั้น
 
 
 
"...."
 
 
 
"เดี๊ยวหมอหลวงจะมาดูอาการเจ้าอีกที เจ้าอยากอาบน้ำหรืออะไรมั้ย? เดี๊ยวข้าช่วยเอง" ร่างสูงคอยถามไถ่เอาใจอยู่นาน แต่สิ่งที่ได้รับคือความเงียบจากอีกฝ่าย เขาเองก็จนปัญญาที่จะหาคิดเรื่องอื่นใดมาคุยด้วยจนต้องเงียบไปพักใหญ่คอยลอบมองซีกหน้าหวานที่นั่งบนเตียงมองออกไปข้างนอกหน้าต่างจนตัวเองเริ่มจะอิจฉา... ข้างนอกนั่นมีสิ่งใดน่าสนใจกัน
 
 
 
 
"เจ้ายังโกรธข้าอยู่หรือ?"
 
 
 
"ข้าโกรธเจ้าอยู่ตลอดเวลานั่นล่ะ ธอร์..." น้ำเสียงราบเรียบแต่เจ็บลึกในใจคนฟังเหลือเกิน
 
 
 
"แล้วจะมีวันใดที่เจ้าจะหายโกรธข้ามั้ย?" ผู้เป็นพี่กล่าวอย่างท้อใจ
 
 
 
 
"ไม่รู้สิ" ริมฝีปากบางเม้มกันแน่น กลัวเหลือเกินที่จะหลุดสิ่งที่มาจากใจของตัวเองจริงๆออกไป
 
 
 
ในความชิงชังนั้น........................เขากลับรักเจ้าพี่บ้าคนนี้อย่างไม่เข้าใจ
 
 
 
 
 
 
ทั้งสองเงียบไปพักใหญ่ต่างคนต่างอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง คนเป็นพี่ไม่เข้าใจในสิ่งที่คนน้องต้องการหากแต่คนน้องเองก็ไม่เคยยอมบอกในสิ่งที่ตนเองต้องเอาแต่กระทำในสิงตรงกันข้ามจนทำให้เกิดความสับสน
 
 
 
 
"ท่านพ่อว่าอย่างไรบ้าง?" ความเงียบที่น่าอึดอัดเนิ่นนานจนโลกิเป็นฝ่ายโพล่งถามขึ้นมาก่อน
 
 
 
"เรื่องของเจ้าน่ะหรือ?"
 
 
 
 
"ใช่...ข้าไม่คิดว่าท่านพ่อจะไม่สำเร็จโทษใดๆแก่ข้าหรอก" ร่างเล็กชันขากอดเข่าตัวเองขึ้นมา
 
 
 
"ถูกต้อง" เสียงที่ตอบกลับมาหาใช่คนเป็นพี่ไม่ หากแต่เป็นเสียงของกษัตริย์แห่งแอสการ์ดที่ทรงลงมาดูพระ
อาการของเจ้าชายองค์เล็กด้วยตัวเอง
 
 
 
 
"ท่านพ่อ" ธอร์หันไปตามเสียงนั้น
 
 
 
"ท..ท่านพ่อ" โลกิเปร่งเสียงแหบแห้งเปรยเบาๆ
 
 
 
 
"ข้าได้ปรึกษาในที่ประชุมแล้ว...จะไม่มีการกักขังอิสระเจ้า ไม่มีการสำเร็จโทษประหารแก่เจ้า แต่จักริบและทำลายพลังเวทย์ทั้งหมดของเจ้าแทน" พระองค์บอกรายละเอียดทั้งหมด 
 
 
 
 
แน่นอนว่า การเลือกที่จะไม่ประหารหรือกักขังตลอดชีวิตก็ต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าพอเช่นกัน การถกเถียงเรื่องนี้กินเวลานานด้วยเพราะการกระทำที่เกินจะให้อภัยของโลกิแต่คนเป็นพ่อย่อมมิอาจเห็นลูกตายไปต่อหน้าต่อได้จึงต้องยอมแลกแม้นั่นก็อาจทำให้โลกิตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน 
 
 
 
 
การลงโทษริบพลังเวทย์ของนักเวทย์ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างมากพลังเวทย์ไม่ได้ได้รับมากจากที่อื่นแต่มันคือพลังในตัวที่มาจากพลังชีวิตแล้วเปลี่ยนไปเป็นเวทย์มนต์อย่างอื่น
 
 
 
"ข้าปกป้องเจ้าได้เพียงเท่านี้ ลูกข้า" ฝ่ามือหนาใหญ่ลูบผมสีดำขลับเบาๆก่อนจะเดินจากไป
 
 
 
 
 "ฮึก...กกก" ความเจ็บปวดที่สุมอยู่ในอก ผสมกับความตื้นตันใจในความอบอุ่นของฝ่ามือนั้นตีกันยุ่ง ไม่รู้จะทำเช่นไรโลกิจึงระบายมันออกมาเป็นหยาดน้ำตา

 
 
 
"...ไม่เป็นไรน้องข้า สิ่งที่ท่านพ่อทำ ท่านย่อมมีแผนดีๆให้พวกเราเสมอ" ธอร์ลูกหัวทุยๆของน้องชายก่อนจะค่อยๆดึงตัวมากอดแนบอก โลกิไม่ขัดขืนเพราะเขาก็ปฏิเสธอ้อมกอดนี้ไม่ได้เหมือนกันว่ามันเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขา ยามที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวัง อ้อมแขนนี้ยังคงอ้าแขนแล้วเปิดรับเค้าเสมอๆ และมันพร้อมจะปกป้องจนกว่าชีวิตเขาจะหาไม่เช่นกัน

 
 
 "หากเจ้าอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ออกไปสูดอากาศที่สวนพฤกษากับข้ามั้ย?" เขาก้มลงถามร่างเล็กๆที่ยังคงซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขา โลกิพยักหน้าเบาๆ ธอร์ยิ้มนิดๆให้กับตัวเองเบาๆ อย่างน้อยโลกิก็ยังยอมเขาบ้างแหละนะ
 
 
 
 
 
หลังจากที่หมอหลวงมาตรวจอาการจึงอนุญาติให้ออกไปข้างนอกได้ เย็นวันนั้นเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันด้วยการนอนกลางทุ่งหญ้ารับลมจนตะวันตกดิน ไม่มีการพูดคุยกันมากหากแต่ใช่ความเงียบให้หัวใจได้ส่งเสียงตอบรับกันอยู่แบบนั้น อยากลืมทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ปล่อยให้ทุกสิ่งมันว่างเปล่าโดยไม่ต้องคิดแล้วรับรู้อะไร

 
3วันถัดมา พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ถูกจัดขึ้นในลานโล่งปลัมพิธี ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรมาเพื่อเป็นสักขีพยาน เพื่อเป็นการประกาศให้รู้ว่าโลกิจะไม่สามารถใช่พลังเวทย์ใดๆได้อีกและไม่เป็นที่อันตรายต่อใครๆ แม้จะดูเป็นเรื่องน่าอายสำหรับโลกิแต่ชาวแอสการ์ดชอบทำอะไรตรงไปตรงมามากกว่าการทำหลบๆซ่อนๆ หากพิธีนี้สำเร็จทุกคนจึงค่อยวางใจว่าโลกิจะไม่เป็นอันตรายต่ออาณาจักรอีกต่อไป

 
 
แท่นพิธีที่สร้างด้วยหินสีขาวรอบๆประดับประดาตกแต่งด้วยดอกไม้ ผ้าหลากสีและพรมต่างๆ ลานหลักตรงกลางสุดกว้างใหญ่ขนาดสนามเบสบอล ปูด้วยพรมทรงกลมสีสันโทนร้อนตระการตาดูสวยงาม แม้นี่จะไม่ใช่พิธิรื่นเริงแต่ก็ถูกจัดตกแต่งให้ดูน่าเกรงขาม และสวยงามในสายตาของคนทุกผู้
 
 
 
พระบิดาโอดินปรากฏตัวพร้อมกับองครักษ์เดินไปยังลานพิธีตรงกลาง ผ่านทั้งเสนาอำมาตที่ยืนเรียงต่อเป็นแถวคอยรับเสด็จ และเหล่าทหารคอยคุ้มกันอยู่แถวหลังอีกที เมื่อนักเวทย์อาวุโสประจำตำแหน่งพร้อมพระบิดา ธอร์จึงค่อยๆพาพระอนุชาเดินตามออกมา ร่างเล็กผิวขาวตัดกับชุดทางที่เขียวหม่นปลายเท้าค่อยๆสัมผัสกับทางเดินที่เย็นเยียบของหิน ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ พระเนตรมองตรงไปยังลานพิธิตรงหน้า
 
 
 
 
ฝ่ามือเล็กๆเกาะกุมกันแน่น ในใจลึกๆ....เขากลัว
 
 
 
นั่นไม่พ้นสายตาของพี่ชายที่คอยจับจ้องระแวดระวัง อากัปกริยาทุกอย่างให้ผู้เป็นน้องและเขารู้ดีว่า เจ้าเด็กคนนี้ก็ยังเป็นน้องคนเล็กที่เขายังต้องดูแลอยู่เสมอ
 
 
 
 
 
"พี่จะคอยอยู่ข้างๆเจ้า" ธอร์กระซิบแล้วหยุดตรงทางเชื่อมเพื่อปล่อยให้โลกิเดินต่อไปยังลานตรงกลาง ที่มีผู้เป็นบิดายืนรออยู่พร้อมดาบศักสิทธิ์ในมือ แสงที่สะท้อนกับโลหะนั้นบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ในตัวมันเองจนเขาอดหวั่นไม่ได้
 
 
 
 
 
"นี่...อาจจะทำให้เจ้าเจ็บสักหน่อย แต่โปรดให้เจ้าจงแข็งใจไว้โอรสแห่งข้า" เหล่านักเวทย์ทั้ง5เริ่มร่ายมนต์ออกมาทีละบท คนสุดท้ายพาให้เขาขึ้นมานอนราบบนแท่นหินที่มีอักขระต่างๆมากมายถูกเขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนที่นักเวทย์คนนั้นจะกลับเข้าที่เพื่อช่วยคนอื่นร่ายต่อ
 
 
 
 
แสงสีฟ้าเขียวสว่างขึ้นตามรอยตัวอักษร ความรู้สึกหวาดกลัวก็ค่อยๆเริ่มแพร่สะบัดไปทั่วสรรภาค์งกาย ริมฝีปากบางเม้มกันแน่น นัยน์ตาสีเขียวสดมองภาพสุดท้ายที่พระบิดาเงื้อดาบใหญ่นั่นก่อนจะฟันลงมากลางลำตัวของเขาพอดี... 

 
 
ลมหายใจสะดุดไปชั่วครู่แต่รู้สึกเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ความเจ็บแปลบผ่านเข้าสู่สมองและร่างกาย รู้สึกราวกับร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆแต่เขาไม่สามารถส่งเสียงใดๆออกไปได้ เหมือนดั่งคนเป็นใบ้ปากที่เผยอออกไร้ซุ่มเสียงใดๆ มีเพียงหยดน้ำตาอาบแก้มที่ยังพอแสดงให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าเขากำลังเจ็บปวด

 
 
 
ดาบนั่นไม่ได้ทำร้ายกายเนื้อแต่เพียงตัดผ่านส่วนสำคัญของต้นกำเนิดพลังเวทย์และทำลายจนหมดสิ้นเหลือเพียงบางส่วนเพื่อหล่อเลี้ยงให้โลกิยังมีชีวิตอยู่ได้เท่านั้น แสงสีเขียวอ่อนพุ่งออกมาจากร่างกายขึ้นสู่ท้องนภาแล้วค่อยๆแตกกระจายออกอย่างรวดเร็วทำให้ร่างเล็กตรงหน้าหยุดหายใจไปชั่วขณะ
 
 
ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะค่อยๆไหลเข้าสู่สติ เขาฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งโดยมีเหล่านักเวทย์คอยร่ายไว้อีกชั้นเพื่อให้ทดแทนพลังชีวิตที่ถูกทำลายหายไปอย่างทันท่วงที
 
 
 
 
 
เทพเจ้าสายฟ้าปรี่เข้ามาหาร่างอ่อนแรงบนแท่นพิธี ประคองต้นคออีกฝ่ายและคอยส่งเสียงเรียกให้สติ
 
 
 
 
"โลกิ.. โลกิ จำข้าได้หรือไม่? ข้าอยู่นี้แล้วอยู่ข้างๆเจ้าไม่ต้องกลัวนะ" แขนแกร่งกำยำโอบกอดน้องชายไว้แนบอก อีกฝ่ายยังคงไม่ได้สติจึงไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของสิ่งใดๆรอบตัวทั้งสิ้น พิธีจบลงอย่างง่ายดาย บรรดาชาวแอสการ์ดต่างโล่งใจที่เจ้าชายองค์เล็กจะไม่มีทางก่อเรื่องวุ่นๆได้อีกแล้ว
 
 
 
**********************************
 
 
 
PS. มึน
PS. มึนจริงๆนะ
PS. แต่งแบบมึน ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
 
 
 
 
 
 
 
โน้วววววววววววววว *LMAFO*
 
คือแบบ.....เรามาเริ่มฟินเอาทีหลัง *ช้าโครตพ่อเค้าฟินกันไปนานค่อนศตวรรษละ =v=;*
 
คือแบบ...ก็ชอบคุณทอมฮิมานานนะจนกระทั่งมาเจอ
 
 
=[ ]=!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!♥ ♥ 
 
 
*ฟินนนนนนนนนนนนนนนนน*
 
 
><,, ฮืออออออออ ชอบบบบ

Comment

Comment:

Tweet

ชอบมากค่ะ
เรื่องใสๆแต่แอบดราม่าเล็กๆ
ปูเสื่อรอตอนต่อไป่ะ

#1 By yuumi on 2012-12-14 22:35